รูปแบบการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ 3 <ul><li>การโอนเงินต่างประเทศ </li></ul><ul><li>การซื้อขายเงินตราต่างประเทศ </li></ul>...
ระบบการเงินระหว่างประเทศ ระบบการเงินระหว่างประเทศและองค์กรการเงินระหว่างประเทศ ดุลการชำระเงิน ดุลการค้า การแลกเปลี่ยนเงินต...
ความเป็นมาของระบบการเงินระหว่างประเทศและองค์กรการเงินระหว่างประเทศ <ul><li>ช่วงที่ 1 : ระบบมาตรฐานทองคำ (1880-1912 AD....
ดุลการชำระเงิน (Balance of Payment) <ul><li>ดุลการชำระเงิน หมายถึง บัญชีที่บันทึกมูลค่าทั้งหมดของการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค...
ดุลการชำระเงิน (Balance of Payment) <ul><li>ในการจัดทำดุลการชำระเงินนั้น จัดทำเป็นรูปบัญชี ซึ่งมีรายการลูกหนี้อยู่ด้า...
บัญชีเดินสะพัด ( บัญชีของเอกชน ) <ul><li>ดุลการค้า (Balance of Trade) </li></ul><ul><ul><li>สินค้าออก </li></ul></ul>...
บัญชีการโอนเงิน <ul><li>บัญชีการโอนเงินนี้อาจจะเป็นการโอนเงินทั้งด้านเอกชน (Private Transfer Payments) และการโอนเงินด้า...
การลงบัญชีเดินสะพัด <ul><li>รายการใดก็ตามทำให้ประเทศรับเงินตราจากต่างประเทศต้องนำไปลงไว้ทางด้านเครดิต เช่น </li></ul><ul><...
บัญชีทุน (Capital Account) <ul><li>ได้แก่ การนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศโดยหวังผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล กำไร หรือดอกเบี้ย ...
บัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศ <ul><li>บัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นบัญชีของรัฐบาล ซึ่งรวมถึงการเพิ่มขึ้นหรือการลดลงในการแล...
บัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศ <ul><li>การเปลี่ยนแปลงในบัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพื่อทดแทนการ...
รายการผิดพลาด <ul><li>รายการผิดพลาดเป็นรายการสุดท้ายของดุลการชำระเงิน รายการผิดพลาดนี้เป็นรายการที่ช่วยทำให้ดุลการชำระเง...
ดุลการค้า (Balance of Trade) <ul><li>ดุลการค้า คือ ส่วนแตกต่างระหว่างมูลค่าของสินค้าออกและมูลค่าของสินค้าเข้า (The ...
ดุลการค้ากับเศรษฐกิจของประเทศ <ul><li>ลัทธิเมอร์แคนไทลิซึ่มถือว่าดุลการค้าเป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญทางเศรษฐกิจของประเทศ ...
ดุลการค้ากับเศรษฐกิจของประเทศ <ul><li>การมีดุลการค้าได้เปรียบเป็นจำนวนมากติดต่อกันหลายๆปี อาจจะไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของ...
วิธีการแก้ไขดุลการค้าเสียเปรียบ <ul><li>วิธีการเพิ่มปริมาณและมูลค่าของสินค้าออก </li></ul><ul><ul><li>ส่งเสริมผลิตผลซึ...
วิธีการแก้ไขดุลการค้าเสียเปรียบ <ul><li>วิธีการลดปริมาณและมูลค่าการนำเข้า </li></ul><ul><ul><li>เพิ่มภาษีอากรขาเข้าสินค้...
การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ <ul><li>อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Exchange Rate) คือ จำนวนหน่วยของเงินสกุลหนึ...
การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ <ul><li>ซึ่งการแลกเปลี่ยนเงินตรานี้ จะถูกดำเนินการผ่านธนาคารที่เรียกว่า Interbank หรือ...
การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ <ul><li>อัตรารับซื้อ (Bid Rate) คือ ราคาเงินตราสกุลหนึ่งที่ตัวกลางค้าเงินตราต่างประเทศหร...
การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ <ul><li>เปอร์เซ็นต์ส่วนเพิ่ม (Forward Premium) </li></ul><ul><ul><li>หากราคาขายของเงินสกุล...
ระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ <ul><li>แบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆได้ 2 ประเภท </li></ul><ul><ul><li>ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบค...
ระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ <ul><li>การแข็งค่าของเงิน และการอ่อนค่าของเงิน จะใช้ในกรณีที่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบ...
ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (1) <ul><li>Law of one price หรือ กฎว่าด้วยราคาเดียว...
ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (2) <ul><li>ตำราเล่มหนึ่งในประเทศไทยราคา 600 บาท ใน...
ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (1) <ul><li>ทฤษฎีฟิชเชอร์ (The Fisher Effect) </li><...
ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (2) <ul><li>การลงทุนในตราสารหนี้ในสหรัฐฯ ที่มีอายุครบ...
ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าและอัตราแลกเปลี่ยนทันที (The Forward-Spot Relationship) <ul><li>ทฤษฎีอัตราแลกเป...
ตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศ (Foreign Exchange Market) <ul><li>หน้าที่หลัก 3 ประการ คือ </li></ul><ul><ul><li>ช่วยในการ...
ประเภทของการทำธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศ <ul><li>การทำ Spot Transaction คือ การซื้อขายเงินตราต่างประเทศแบบส่งมอ...
ประเภทของการทำธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศ <ul><li>การทำ Option คือ การซื้อสิทธิที่ไม่ใช่ข้อผูกพันในการแลกเปลี่ยน...
ประเภทของการทำธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศ <ul><li>การทำ Swap คือ การแลกเปลี่ยนเงินโดยมีสัญญาตกลงในการที่จะเปลี่ย...
ข้อจำกัดในการซื้อขายเงินตราต่างประเทศที่กำหนดโดยรัฐบาล <ul><li>Licensing เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลต้องการให้มีการควบคุมการแลกเ...
of 33

Pretiontation Ppt

Published on: Mar 4, 2016
Source: www.slideshare.net


Transcripts - Pretiontation Ppt

  • 1. รูปแบบการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ 3 <ul><li>การโอนเงินต่างประเทศ </li></ul><ul><li>การซื้อขายเงินตราต่างประเทศ </li></ul><ul><li>การซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า </li></ul>
  • 2. ระบบการเงินระหว่างประเทศ ระบบการเงินระหว่างประเทศและองค์กรการเงินระหว่างประเทศ ดุลการชำระเงิน ดุลการค้า การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
  • 3. ความเป็นมาของระบบการเงินระหว่างประเทศและองค์กรการเงินระหว่างประเทศ <ul><li>ช่วงที่ 1 : ระบบมาตรฐานทองคำ (1880-1912 AD.) </li></ul><ul><li>ช่วงที่ 2 : ระหว่างสงครามโลก (1914-1944 AD.) </li></ul><ul><li>ช่วงที่ 3 : ระบบปริวรรตเงินตราแบบคงที่ (1945-1973 AD.) </li></ul><ul><ul><li>กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund, IMF) </li></ul></ul><ul><ul><li>ธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนา (International Bank for Reconstruction and Development, IBRD) หรือ ธนาคารโลก (World Bank) </li></ul></ul><ul><li>ช่วงที่ 4 : ระบบปริวรรตเงินตราต่างประเทศหลังปี 1973 AD. </li></ul>
  • 4. ดุลการชำระเงิน (Balance of Payment) <ul><li>ดุลการชำระเงิน หมายถึง บัญชีที่บันทึกมูลค่าทั้งหมดของการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ ตลอดจนการเป็นเจ้าหนี้ / ลูกหนี้ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมดในระยะเวลาหนึ่ง ระหว่างที่ผู้มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศหนึ่งกับผู้มีภูมิลำเนาอยู่อีกประเทศหนึ่ง </li></ul><ul><li>นอกจากนั้นดุลการชำระเงินยังบันทึกการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงความเป็นเจ้าของในทรัพย์สิน หรือบริการทางเศรษฐกิจระหว่างผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศหนึ่งกับผู้ที่อาศัยอยู่อีกประเทศหนึ่ง โดยบันทึกการแลกเปลี่ยนทั้งของเอกชน บริษัท และรัฐบาล รวมเข้าด้วยกันทั้งหมด </li></ul>
  • 5. ดุลการชำระเงิน (Balance of Payment) <ul><li>ในการจัดทำดุลการชำระเงินนั้น จัดทำเป็นรูปบัญชี ซึ่งมีรายการลูกหนี้อยู่ด้านหนึ่งและรายการเจ้าหนี้อยู่อีกด้านหนึ่ง หรืออาจเรียกว่าเป็นรายจ่ายด้านหนึ่งและเป็นรายรับอีกด้านหนึ่ง </li></ul><ul><li>ดุลการชำระเงินประกอบด้วยบัญชีที่สำคัญดังนี้ คือ </li></ul><ul><ul><li>1)       บัญชีเดินสะพัด (Current Account) </li></ul></ul><ul><ul><li>2)       บัญชีเงินทุน (Capital Account) </li></ul></ul><ul><ul><li>3)       รายการผิดพลาด (Errors and Omission) </li></ul></ul><ul><ul><li>4)     บัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศ (International Reserves Account)     </li></ul></ul>
  • 6. บัญชีเดินสะพัด ( บัญชีของเอกชน ) <ul><li>ดุลการค้า (Balance of Trade) </li></ul><ul><ul><li>สินค้าออก </li></ul></ul><ul><ul><li>สินค้าเข้า </li></ul></ul><ul><li>ดุลบริการ (Invisible Items) </li></ul><ul><ul><li>ค่าขนส่ง </li></ul></ul><ul><ul><li>เงินค่าท่องเที่ยวของนักทัศนาจร </li></ul></ul><ul><ul><li>เงินประกันภัย </li></ul></ul><ul><ul><li>เงินบริจาค </li></ul></ul><ul><ul><li>รายได้เบ็ดเตล็ด </li></ul></ul><ul><li>บัญชีเงินรายได้จากการลงทุน (Investment Income) เช่น เงินปันผลจากบริษัทลูกหรือสาขาในต่างประเทศ </li></ul><ul><li>บัญชีการโอนเงิน (Transfer Payment) </li></ul>
  • 7. บัญชีการโอนเงิน <ul><li>บัญชีการโอนเงินนี้อาจจะเป็นการโอนเงินทั้งด้านเอกชน (Private Transfer Payments) และการโอนเงินด้านรัฐบาล (Official Transfer Payments) </li></ul><ul><ul><li>การโอนเงินด้านเอกชนเกิดจากการส่งเงินข้ามประเทศไปให้บิดามารดาญาติพี่น้องซึ่งพำนักอยู่ในต่างประเทศ </li></ul></ul><ul><ul><li>การโอนเงินของรัฐบาล คือ ความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ (Foreign Economic Assistance) เงินช่วยเหลือระหว่างประเทศ (Foreign Aid) </li></ul></ul><ul><ul><ul><li>การช่วยเหลือในรูปอาวุธยุทโธปกรณ์ (Military Goods and Services) </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>การจ่ายเงินของรัฐบาลในต่างประเทศ (Government Spending in Foreign Country) </li></ul></ul></ul><ul><ul><ul><li>เงินค่าใช้หนี้สงคราม (Reparation) </li></ul></ul></ul><ul><li>การโอนเงินถือเป็นรายการที่เงินไหลออกนอกประเทศ จึงอยู่ทางด้านเดบิตของดุลการชำระเงินของประเทศที่โอนออกไป และด้านเครดิตของประเทศที่รับโอนเงินเข้ามา </li></ul>
  • 8. การลงบัญชีเดินสะพัด <ul><li>รายการใดก็ตามทำให้ประเทศรับเงินตราจากต่างประเทศต้องนำไปลงไว้ทางด้านเครดิต เช่น </li></ul><ul><ul><li>นักท่องเที่ยวต่างประเทศนำเงินตราเข้ามาในประเทศ </li></ul></ul><ul><ul><li>การได้รับอาวุธยุทธภัณฑ์จากต่างประเทศ </li></ul></ul><ul><ul><li>การส่งสินค้าออกไปขายต่างประเทศ </li></ul></ul><ul><li>รายการใดทำให้ประเทศต้องจ่ายเงินตราออกไป ถือเป็นรายการด้านเดบิต เช่น </li></ul><ul><ul><li>คนไทยออกไปเที่ยวต่างประเทศ </li></ul></ul><ul><ul><li>รัฐบาลไทยส่งข้าวไปช่วยเหลือประเทศอิรัก </li></ul></ul><ul><ul><li>การนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ </li></ul></ul>
  • 9. บัญชีทุน (Capital Account) <ul><li>ได้แก่ การนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศโดยหวังผลตอบแทนในรูปของเงินปันผล กำไร หรือดอกเบี้ย แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ </li></ul><ul><ul><li>1. เงินทุนระยะสั้น (Short – term Capital) ประกอบด้วยเงินทุนของเอกชน และรัฐบาล โดยมากอายุไม่เกิน 1 ปี ตัวอย่างเช่น ดร๊าฟ ตั๋วเงิน เลตเตอร์ออฟเครดิต บัญชีเงินฝากธนาคาร </li></ul></ul><ul><ul><li>2. เงินทุนระยะยาว (Long – term Capital) ประกอบด้วยเงินกู้ หุ้น หรือพันธบัตรของเอกชนและรัฐบาลที่มีอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป ตัวอย่างเช่น เงินกู้ระยะยาว พันธบัตรรัฐบาล หุ้นส่วน ต่างประเทศ การลงทุนในต่างประเทศ </li></ul></ul><ul><li>เงินทุนที่ได้รับเข้ามาในประเทศลงรายการด้านเครดิต ( ถึงแม้จะเป็นเงินกู้ยืม ) และเงินทุนที่ไหลออกไปนอกประเทศ ลงรายการด้านเดบิต ( ถึงแม้จะเป็นการนำเงินไปฝากในต่างประเทศ ) </li></ul>
  • 10. บัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศ <ul><li>บัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศเป็นบัญชีของรัฐบาล ซึ่งรวมถึงการเพิ่มขึ้นหรือการลดลงในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Foreign Exchange) และทองคำเงินตรา (Monetary Gold) </li></ul><ul><li>ทองคำเงินตรานี้เป็นทองคำที่รัฐบาลมีไว้เป็นทุนสำรองเพื่อชำระหนี้ระหว่างประเทศเมื่อเกิดการชำระเงินขาดดุล มิใช่ทองคำที่ซื้อขายกันในตลาดเอกชน </li></ul><ul><li>การเพิ่มขึ้นของเงินตราต่างประเทศและทองคำเงินตราถือเป็นรายการด้านเดบิต หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า การเพิ่มของทุนสำรองของประเทศถือเป็นรายการด้านเดบิตของดุลการชำระเงินของประเทศนั้น เพราะเป็นการเพิ่มบัญชีเงินฝากของประเทศนั้นในต่างประเทศ </li></ul><ul><li>ถ้าใช้ทุนสำรองทั้งที่เป็นเงินตราต่างประเทศและทองคำเงินตราชำระหนี้ถือเป็นรายการด้านเครดิตของดุลการชำระเงิน เพราะทำให้เกิดการลดลงของเงินตราต่างประเทศหรือบัญชีเงินฝากในต่างประเทศ </li></ul>
  • 11. บัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศ <ul><li>การเปลี่ยนแปลงในบัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเพื่อทดแทนการขาดดุลหรือเกินดุลในบัญชีส่วนอื่นๆ ซึ่งเรียกว่าการแลกเปลี่ยนทดแทน (Compensatory Items) ดังนี้ดุลการชำระเงินจะสมดุลอยู่เสมอ เพราะนำทุนสำรองระหว่างประเทศมาชดเชย </li></ul><ul><li>ดังนั้น การที่ดุลการชำระเงินจะขาดดุล (Deficit) หรือเกินดุล (Surplus) จึงพิจารณาจากบัญชีทุกๆบัญชีรวมกัน ยกเว้นบัญชีทุนสำรองระหว่างประเทศ </li></ul><ul><li>ถ้ารายการทางด้านเดบิตมีมูลค่ามากกว่ารายการทางด้านเครดิตแสดงว่าดุลการชำระเงินนั้นขาดดุล เมื่อดุลการชำระเงินขาดดุลก็ต้องมีการนำเอาทุนสำรองระหว่างประเทศและทองคำเงินตราออกมาชดเชย แต่ถ้าดุลการชำระเงินเกินดุลก็จะเกิดการเพิ่มในเงินทุนสำรองของประเทศ จนทำให้ดุลการชำระเงินในขั้นสุดท้ายสมดุลในทางการบัญชี </li></ul>
  • 12. รายการผิดพลาด <ul><li>รายการผิดพลาดเป็นรายการสุดท้ายของดุลการชำระเงิน รายการผิดพลาดนี้เป็นรายการที่ช่วยทำให้ดุลการชำระเงินสมดุลในด้านบัญชี แต่ไม่ได้ช่วยให้สมดุลในด้านเศรษฐกิจเลย </li></ul>
  • 13. ดุลการค้า (Balance of Trade) <ul><li>ดุลการค้า คือ ส่วนแตกต่างระหว่างมูลค่าของสินค้าออกและมูลค่าของสินค้าเข้า (The difference between the money value the country ’ s merchandise imports and exports) ดุลการค้าเกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องสินค้าออกและสินค้าเข้าเท่านั้น </li></ul><ul><li>รายการที่สำคัญที่สุดในบัญชีเดินสะพัดคือ ดุลการค้า ซึ่งหมายถึงผลแตกต่างระหว่างมูลค่าของสินค้าออกและสินค้าเข้า </li></ul><ul><ul><li>หากมูลค่าของสินค้าออกมากกว่าสินค้าเข้า เรียกว่า ดุลการค้าได้เปรียบ (Favorable Balance of Trade, Trade Surplus) </li></ul></ul><ul><ul><li>ถ้ามูลค่าสินค้าออกน้อยกว่าสินค้าเข้า เรียกว่า ดุลการค้าเสียเปรียบ (Unfavorable Balance of Trade, Trade Deficit) </li></ul></ul>
  • 14. ดุลการค้ากับเศรษฐกิจของประเทศ <ul><li>ลัทธิเมอร์แคนไทลิซึ่มถือว่าดุลการค้าเป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญทางเศรษฐกิจของประเทศ ในกรณีที่ดุลการค้าได้เปรียบ (Surplus) กล่าวคือ สินค้าออกมากกว่าสินค้าเข้า เศรษฐกิจของประเทศก็เจริญรุ่งเรือง ตรงข้ามกันกรณีที่ดุลการค้าเสียเปรียบ (Deficit) กล่าวคือ สินค้าเข้ามากกว่าสินค้าออก เศรษฐกิจของประเทศก็เสื่อมโทรมลง </li></ul><ul><li>นักเศรษฐศาสตร์ปัจจุบัน เห็นว่าทองคำไม่ใช่ทรัพย์ที่สำคัญที่สุด การค้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของดุลการชำระเงิน บางประเทศดุลการค้าได้เปรียบ แต่อาจจะเสียเปรียบในด้านอื่นๆ เช่น บริการ การลงทุน เงินช่วยเหลือ ฯลฯ ทำให้ทองคำต้องไหลออกไปนอกประเทศได้ นอกจากนี้ การมีดุลการค้าเสียเปรียบอาจจะไม่กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจของประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษในสมัยที่ถือนโยบายการค้าเสรี อังกฤษมีดุลการค้าเสียเปรียบตลอดเวลา แต่อังกฤษก็เป็นประเทศที่มีการค้าเจริญที่สุดในสมัยนั้น </li></ul>
  • 15. ดุลการค้ากับเศรษฐกิจของประเทศ <ul><li>การมีดุลการค้าได้เปรียบเป็นจำนวนมากติดต่อกันหลายๆปี อาจจะไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศ เพราะเมื่อได้นำทองคำและเงินตราเข้าประเทศมากๆ จะทำให้ปริมาณเงินของประเทศเพิ่มมากขึ้น จะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ (Inflation) เช่น เยอรมันตะวันตกในสมัยหนึ่งมีดุลการค้าเกินดุลจำนวนมากจนรัฐบาลต้องเพิ่มภาษีขาออก และเพิ่มค่าของเงินมาร์ค เพื่อลดการส่งสินค้าออกให้น้อยลงและเพิ่มสินค้าเข้าให้มากขึ้น </li></ul><ul><li>ดังนั้น การพิจารณาสถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศจะพิจารณาเพียงดุลการค้าอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องพิจารณาภาวะเศรษฐกิจและเครื่องชี้ทางเศรษฐกิจอย่างอื่นประกอบด้วย เช่น ส่วนประกอบของสินค้าขาออกและสินค้าขาเข้า ดุลการชำระเงิน ทุนสำรองระหว่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพราะโดยปกติประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งอยู่ในระยะที่จะต้องรับเงินลงทุนจากต่างประเทศ มักจะมีดุลการค้าขาดดุล </li></ul>
  • 16. วิธีการแก้ไขดุลการค้าเสียเปรียบ <ul><li>วิธีการเพิ่มปริมาณและมูลค่าของสินค้าออก </li></ul><ul><ul><li>ส่งเสริมผลิตผลซึ่งกำลังเป็นที่นิยมและอยู่ในความต้องการของตลาดต่างประเทศ </li></ul></ul><ul><ul><li>ปรับปรุงคุณภาพสินค้าที่เป็นสินค้าออกอยู่แล้วให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้นทั้งนี้เพื่อเพิ่มปริมาณการจำหน่ายให้มากขึ้น จะได้ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำลงสามารถขายแข่งขันกับตลาดต่างประเทศได้ </li></ul></ul><ul><ul><li>ขยายตลาดในต่างประเทศและเผยแพร่สินค้าไทยให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง โดยการโฆษณาด้วยวิธีการนำสินค้าของไทยไปแสดงตามงานแสดงสินค้าระดับประเทศ </li></ul></ul><ul><ul><li>ส่งเสริมและควบคุมการส่งออก การให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ส่งออกในด้านการให้เครดิต การลดภาษีอากรขาออกให้แก่ผู้ส่งออกด้วย การจัดระบบการส่งออกให้เหมาะสม เพื่อป้องกันผู้ส่งออกมิให้ขายตัดราคากันเอง </li></ul></ul><ul><ul><li>ส่งเสริมการลงทุนในสินค้าประเภทอุตสาหกรรม </li></ul></ul>
  • 17. วิธีการแก้ไขดุลการค้าเสียเปรียบ <ul><li>วิธีการลดปริมาณและมูลค่าการนำเข้า </li></ul><ul><ul><li>เพิ่มภาษีอากรขาเข้าสินค้าบางประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าประเภทฟุ่มเฟือย </li></ul></ul><ul><ul><li>ส่งเสริมอุตสาหกรรมสินค้าประเภททดแทนการนำเข้า </li></ul></ul><ul><ul><li>ควบคุมการนำเข้าสินค้าบางประเภท ที่จะเข้ามาแข่งขันกับสินค้าอุตสาหกรรมภายในประเทศ </li></ul></ul><ul><ul><li>ให้ความคุ้มครองแก่อุตสาหกรรมที่เพิ่งเริ่มดำเนินกิจการ (Infant Industries) </li></ul></ul><ul><ul><li>ป้องกันการรั่วไหลของเงินตราต่างประเทศ โดยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บเงินมัดจำในการเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิต (Marginal Deposit) ในอัตราสูงกว่าปกติ </li></ul></ul><ul><ul><li>ควบคุมระบบการซื้อขายผ่อนส่งสำหรับสินค้าบางประเภทที่เห็นว่าไม่จำเป็นต่อการอุปโภคบริโภค </li></ul></ul><ul><ul><li>ส่งเสริมให้ชาวต่างประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทย </li></ul></ul>
  • 18. การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ <ul><li>อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Exchange Rate) คือ จำนวนหน่วยของเงินสกุลหนึ่งที่ต้องการในการเปลี่ยนกับเงินอีกสกุลหนึ่ง อัตราของการแลกเปลี่ยนแสดงให้เห็นว่าจะต้องให้เงินตราของประเทศไทยเท่าใดที่จะซื้อเงินตราของประเทศอื่นอีกหนึ่งหน่วย </li></ul><ul><li>อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ มี 2 ลักษณะคือ </li></ul><ul><li>1)        Spot Rate คืออัตราแลกเปลี่ยนที่คิดจากการแลกเปลี่ยนทันทีหรือภายใน 2 วันทำการ </li></ul><ul><li>2)        Forward Rate คือ อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า โดยจะประมาณการจากแนวโน้มของอัตราแลกเปลี่ยนที่ควรจะเป็นในอนาคต ซึ่งการซื้อขายเงินตราต่างประเทศในอัตรานี้จะมีการส่งมอบและชำระเงินหลังจาก 2 วันทำการหรือ 1 เดือน </li></ul>
  • 19. การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ <ul><li>ซึ่งการแลกเปลี่ยนเงินตรานี้ จะถูกดำเนินการผ่านธนาคารที่เรียกว่า Interbank หรือธนาคารตัวกลาง การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนสามารถทำได้ 2 ลักษณะ คือ </li></ul><ul><ul><li>1.    Direct Quote หรือ Normal Quote คือ การกำหนดจำนวนหน่วยของเงินภายใน (Domestic Currency) ที่จะสามารถแลกได้กับ 1 หน่วยของเงินสกุลต่างประเทศ (Foreign Currency) เช่น กำหนดให้ 1.609 ดอลลาร์ออสเตรเลีย แลกได้ 1 U.S ดอลลาร์ กรณีที่เป็นตลาดเงินของออสเตรเลีย </li></ul></ul><ul><ul><li>2.   Reciprocal Quote หรือ Indirect Quote คือ การกำหนดจำนวนหน่วยของเงินต่างประเทศที่จะสามารถแลกได้กับ 1 หน่วยของเงินสกุลภายใน (Domestic Currency) เช่น การกำหนดให้ 1 ดอลลาร์ออสเตรเลีย แลกได้ 0.6215 U.S ดอลลาร์ กรณีที่เป็นตลาดเงินของออสเตรเลีย </li></ul></ul><ul><ul><li>เนื่องจากการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนส่วนใหญ่จะใช้เงินสกุล U.S. ดอลลาร์เป็นหลัก จึงเกิดอัตราแลกเปลี่ยนอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า Cross rate ซึ่งเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่คำนวณจากเงินสกุลอื่น ( ไม่ใช่ เงินสกุล U.S. ดอลลาร์ ) </li></ul></ul><ul><ul><li>  เช่น 1 .4598 francs = 0.8436 ฟรั่งค์ ต่อ 1 มาร์ค </li></ul></ul><ul><ul><li>1.7305 marks </li></ul></ul>
  • 20. การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ <ul><li>อัตรารับซื้อ (Bid Rate) คือ ราคาเงินตราสกุลหนึ่งที่ตัวกลางค้าเงินตราต่างประเทศหรือธนาคารต้องการรับซื้อจากลูกค้าด้วยการจ่ายเป็นตราอีกสกุลหนึ่ง </li></ul><ul><li>อัตราเสนอขาย (Offer Rate) คือ ราคาของเงินตราสกุลหนึ่งที่ตัวกลางค้าเงินตราต่างประเทศหรือธนาคารต้องการเสนอขายให้ลูกค้าด้วยการรับเป็นเงินตราอีกสกุลหนึ่ง </li></ul><ul><li>อัตราแลกเปลี่ยนข้ามสกุลหรืออัตราแลกเปลี่ยนโยง (Cross Rate) เป็นการคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินตราสกุลที่หนึ่งและเงินตราสกุลที่สอง โดยใช้เงินตราสกุลที่สามซึ่งเป็นเงินสกุลหลักของโลกเป็นตัวกลางหรือตัวเชื่อมในการคำนวณ ใช้ในกรณีที่เงินตราสกุลนั้นไม่มีการประกาศอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ใด จึงต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินสกุลอื่นมาช่วยในการคำนวณ </li></ul><ul><ul><li>33.5 บาท ต่อ US$ 1 หรือ 8.03 หยวน ต่อ US$ 1 </li></ul></ul><ul><ul><li>ดังนั้น 33.5/8.03 = 4.17 บาท ต่อ 1 หยวน </li></ul></ul>
  • 21. การแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ <ul><li>เปอร์เซ็นต์ส่วนเพิ่ม (Forward Premium) </li></ul><ul><ul><li>หากราคาขายของเงินสกุลหนึ่งในอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้ามีค่าสูงกว่าราคาเสนอขายของเงินสกุลนั้นในอัตราแลกเปลี่ยนทันที ก็จะเรียกว่าเงินสกุลนั้นถูกเสนอขายแบบมีเปอร์เซ็นต์ส่วนเพิ่ม </li></ul></ul><ul><ul><li>Spot rate US$ 1 = 33.5 บาท </li></ul></ul><ul><ul><li>Forward rate US$1 = 34.5 บาท </li></ul></ul><ul><li>เปอร์เซ็นต์ส่วนลด (Forward Discount) </li></ul><ul><ul><li>หากราคาขายของเงินสกุลหนึ่งในอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้ามีค่าต่ำกว่าราคาเสนอขายของเงินสกุลนั้นในอัตราแลกเปลี่ยนทันที ก็จะเรียกว่าเงินสกุลนั้นถูกเสนอขายแบบมีเปอร์เซ็นต์ส่วนลด </li></ul></ul><ul><ul><li>Spot rate US$ 1 = 33.5 บาท </li></ul></ul><ul><ul><li>Forward rate US$1 = 32.5 บาท </li></ul></ul>
  • 22. ระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ <ul><li>แบ่งเป็นประเภทใหญ่ๆได้ 2 ประเภท </li></ul><ul><ul><li>ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบคงที่ (Fixed exchange rate) คือ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ราคาของเงินตราสกุลหนึ่งๆมีค่าคงที่ (Fixed) หรือมีการผูกค่าไว้กับเงินสกุลอื่น (Pegged) และมักเรียกว่ามูลค่าพาร์ (Par value) </li></ul></ul><ul><ul><li>ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัว (Floating exchange rate) หรือระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบยืดหยุ่นได้ (Flexible exchange rate) คือ ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่รัฐบาลไม่มีส่วนเข้ามาแทรกแซงในการกำหนดมูลค่าของเงินตราสกุลนั้นๆ </li></ul></ul>
  • 23. ระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ <ul><li>การแข็งค่าของเงิน และการอ่อนค่าของเงิน จะใช้ในกรณีที่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัวหรือยืดหยุ่นเท่านั้น </li></ul><ul><ul><li>เงินแข็งค่าขึ้น (Appreciate) หมายถึง การเพิ่มขึ้นของมูลค่าของเงินสกุลนั้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น </li></ul></ul><ul><ul><li>เงินอ่อนลง (Depreciate) หมายถึงการลดลงของมูลค่าของเงินสกุลนั้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น </li></ul></ul><ul><li>การเพิ่มค่าเงิน และการลดค่าเงิน จะใช้กรณีที่ระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบคงที่เท่านั้น นั่นคือต้องมีการกระทำหรือแทรกแซงจากรัฐบาล </li></ul><ul><ul><li>การเพิ่มค่าเงิน หมายถึง การเพิ่มมูลค่าพาร์ ของเงินสกุลนั้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น ( หรือทองคำ ) </li></ul></ul><ul><ul><li>การลดค่าเงิน หมายถึง การลดมูลค่าพาร์ของเงินสกุลนั้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น ( หรือทองคำ ) </li></ul></ul>
  • 24. ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (1) <ul><li>Law of one price หรือ กฎว่าด้วยราคาเดียว </li></ul><ul><ul><li>สินค้าที่เหมือนกันต้องมีราคาเท่ากันในทุกประเทศ เมื่อคิดเทียบเป็นเงินตราสกุลเดียวกัน โดยความหมายของสินค้าที่เหมือนกัน คือ สินค้านั้นต้องมีคุณภาพที่เหมือนกัน ในปริมาณที่เท่าเทียมกัน และเป็นสินค้าที่ผลิตขึ้นในประเทศหนึ่งๆทั้งหมด </li></ul></ul><ul><li>ทฤษฎีอำนาจซื้อเสมอภาค (The purchasing power parity theory) </li></ul><ul><ul><li>อัตราแลกเปลี่ยนระหว่างสองประเทศใดๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระดับที่ทำให้กลุ่มสินค้าและบริการชนิดเดียวกันในสองประเทศนั้นๆมีราคาเท่ากัน </li></ul></ul>
  • 25. ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (2) <ul><li>ตำราเล่มหนึ่งในประเทศไทยราคา 600 บาท ในขณะที่ในสหรัฐฯ ราคา US$ 20 ตามทฤษฎีอำนาจซื้อเสมอภาค อัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่ 30 บาทต่อ US$1 หากประเทศไทยประสบกับภาวะเงินเฟ้อในอัตรา 10 % ย่อมทำให้ตำราเล่มนั้นมีราคาสูงขึ้นเป็น 660 บาท ตามทฤษฎีอำนาจซื้อเสมอภาค อัตราแลกเปลี่ยนควรอยู่ที่ 33 บาทต่อ US$1 นั่นคือ ประเทศไทยซึ่งมีอัตราเงินเฟ้อโดยเปรียบเทียบสูงกว่าสหรัฐฯ อยู่ 10 % ก็จะมีค่าเงินบาทที่ลดลง 10 % เมื่อเทียบกับค่าเงินสหรัฐฯ ส่วนสหรัฐฯ ก็จะมีค่าเงินแข็งขึ้น 10 % เมื่อเทียบกับค่าเงินบาท </li></ul>
  • 26. ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (1) <ul><li>ทฤษฎีฟิชเชอร์ (The Fisher Effect) </li></ul><ul><ul><li>อัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงิน (Nominal Interest Rate) ของประเทศหนึ่งๆมีค่าเท่ากับอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) บวกด้วยอัตราเงินเฟ้อที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้น (Expected Inflation Rate) ของประเทศนั้นๆ </li></ul></ul><ul><li>ทฤษฎีฟิชเชอร์ระหว่างประเทศ (The International Fisher Effect) </li></ul><ul><ul><li>ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยที่เป็นตัวเงิน ของสองประเทศใดๆ จะมีค่าเท่ากับการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินตราของสองประเทศนั้นๆ แต่เป็นในทิศทางที่ตรงกันข้าม </li></ul></ul>
  • 27. ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (2) <ul><li>การลงทุนในตราสารหนี้ในสหรัฐฯ ที่มีอายุครบกำหนดไถ่ถอนสิบห้าปี ให้ผลตอบแทนในอัตรา 7 % ต่อปี ในขณะที่ตราสารหนี้ในลักษณะเดียวกันนี้ในประเทศไทย ให้ผลตอบแทนในอัตรา 4 % ต่อปี ตามหลักการทฤษฎีฟิชเชอร์ระหว่างประเทศแล้ว สามารถคาดการณ์ได้ว่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้น (Appreciate) โดยเฉลี่ย 3 % ต่อปี เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ </li></ul>
  • 28. ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าและอัตราแลกเปลี่ยนทันที (The Forward-Spot Relationship) <ul><li>ทฤษฎีอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าเป็นค่าพยากรณ์ที่ไม่มีอคติ (An Unbiased Predictor) ของอัตราแลกเปลี่ยนทันทีในอนาคต (Future Spot Rate) </li></ul><ul><ul><li>อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (Forward rate) เป็นค่าพยากรณ์ที่ไม่มีอคติของอัตราแลกเปลี่ยนทันทีในอนาคต (Future spot rate) ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนจากการพยากรณ์ได้ แต่ความคลาดเคลื่อนนี้จะเป็นไปอย่างมีระบบ </li></ul></ul><ul><ul><li>หากเงินสกุลหนึ่งถูกเสนอในอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าแบบเปอร์เซ็นต์ส่วนเพิ่ม (Forward premium) เมื่อเทียบกับเงินอีกสกุลหนึ่ง เงินสกุลนั้นจะมีการแข็งค่าขึ้น (Appreciate) เป็นลำดับในช่วงเวลาตามสัญญาแลกเปลี่ยนล่วงหน้านี้ ตรงกันข้ามเงินสกุลที่ถูกเสนอเป็นแบบเปอร์เซ็นต์ส่วนลด (Forward discount) จะมีค่าอ่อนลง (Depreciate) </li></ul></ul>
  • 29. ตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศ (Foreign Exchange Market) <ul><li>หน้าที่หลัก 3 ประการ คือ </li></ul><ul><ul><li>ช่วยในการถ่ายโอนอำนาจซื้อ (Transfer of purchasing power) </li></ul></ul><ul><ul><ul><li>การโอนเงินระหว่างประเทศเมื่อมีการซื้อขายสินค้ากัน หรือ การโอนเงินการลงทุนของบริษัทข้ามชาติต่างๆ </li></ul></ul></ul><ul><ul><li>ช่วยในการจัดหาสินเชื่อ (Provision of credit) </li></ul></ul><ul><ul><ul><li>เป็นแหล่งเงินทุน เช่น การเปิด L/C หรือ การใช้ตั๋วเงินที่ธนาคารรับรอง (Bankers’ acceptance B/E) </li></ul></ul></ul><ul><ul><li>ช่วยในการลดความเสี่ยงจากการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Minimizing foreign exchange risk) </li></ul></ul><ul><ul><ul><li>การบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนโดยการแนะนำเครื่องมือทางการเงินต่างๆ เช่น ตราสารสิทธิ (Option) สัญญาอัตราแลกเปลี่ยนเงินล่วงหน้า (Forward contract) สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Future contract) การทำสว็อพ (Swap) </li></ul></ul></ul>
  • 30. ประเภทของการทำธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศ <ul><li>การทำ Spot Transaction คือ การซื้อขายเงินตราต่างประเทศแบบส่งมอบทันที โดยทั่วไปจะส่งมอบภายใน 1 วัน หรือ 2 วันทำการถัดไป </li></ul><ul><li>การทำ Forward คือ การตกลงทำสัญญาซื้อเงินตราต่างประเทศโดยกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนกันในวันนี้ เพื่อทำการส่งมอบเงินตราต่างประเทศในอนาคตข้างหน้า อัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดไว้ในวันทำสัญญาเรียกว่า อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (Forward Rate) โดยระยะเวลาที่กำหนดไว้ในอนาคตอาจเป็น 1-12 เดือนก็ได้ </li></ul><ul><ul><li>เช่น Forward rate 30 วัน 1 US$ = 120 เยน ถ้าค่าคอมพิวเตอร์ราคา 100,000 เยน จะเท่ากับ US$ 833.33 หากในอีก 30 วัน Sport rate 1US$ = 150 เยน ค่าคอมฯจะเท่ากับ US$ 666.67) กรณีนี้หากบริษัทผู้นำเข้าคอมฯในอเมริกาทำ forward ไว้ ในการจ่ายค่าคอมฯ ในอีก 30 วันนั้น บริษัทจะขาดทุน คือ นำเงิน US$ จำนวนมากกว่าค่าเงินปัจจุบัน (Forward rate) ไปแลกเป็นเงินเยน (833.33-666.67=166.66) </li></ul></ul>
  • 31. ประเภทของการทำธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศ <ul><li>การทำ Option คือ การซื้อสิทธิที่ไม่ใช่ข้อผูกพันในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศในอัตราแลกเปลี่ยนที่เฉพาะ เช่น สมมติว่าบริษัท ทำ option ที่จะซื้อเงินเยนที่ 105 เยนต่อ 1 U.S. ดอลลาร์ (0.00952 U.S. ดอลลาร์ ต่อ 1 เยน ) ถ้าเมื่อเวลาที่บริษัท ต้องการเงินเยน อัตราแลกเปลี่ยนเป็น 115 เยน ต่อ 1 U.S. ดอลลาร์ (0.00870 U.S. ดอลลาร์ต่อ 1 เยน ) บริษัทก็จะ ไม่ใช้ Option ที่ทำไว้ เพราะการซื้อเงินเยนในตลาดจะถูกกว่า แต่ถ้าราคาในตลาดเปลี่ยนเป็น 100 เยนต่อ 1 U.S. ดอลลาร์ (0.01 U.S. ดอลลาร์ต่อ 1 เยน ) บริษัทก็จะ ใช้ Option ที่ซื้อมา ซึ่งการทำ Option จะทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นในการซื้อเงินตราได้มากขึ้น แต่บริษัทก็จะต้อง จ่ายเงินค่าธรรมเนียมให้กับบริษัท Broker ในการทำ Option นั้น </li></ul>
  • 32. ประเภทของการทำธุรกรรมซื้อขายเงินตราต่างประเทศ <ul><li>การทำ Swap คือ การแลกเปลี่ยนเงินโดยมีสัญญาตกลงในการที่จะเปลี่ยน (reverse the transaction) ในอนาคตระหว่างเงิน 2 สกุล โดยมีเป็นการตกลงทั้งซื้อและขายเงินตราสกุลต่างประเทศสกุลเดียวกันพร้อมๆกัน ทั้งนี้การซื้อและขายเงินตรานั้นจะมีจำนวนเงินเท่ากัน แต่มีกำหนดการส่งมอบสำหรับการซื้อและขายที่เวลาต่างกัน เช่น การเสนอซื้อทันทีแล้วขายล่วงหน้า หรือการเสนอซื้อล่วงหน้าแล้วขายล่วงหน้า เป็นต้น </li></ul><ul><ul><li>นาย ก . ต้องการให้ Mr. A กู้เงิน 100,000 ดอลลาร์ สรอ . วันนี้ โดย Mr. A จะนำเงินมาคืนให้ในอีก 3 เดือน นาย ก . ก็อาจลดความเสี่ยงได้โดยการทำการซื้อเงินวันนี้ (Spot Market) และขายเงินล่วงหน้าไว้ด้วย (Forward Market) </li></ul></ul><ul><ul><li>นาย ข . ต้องการให้ Mr. B กู้เงิน 100,000 ดอลลาร์ สรอ . โดย Mr. B จะมารับเงินในอีก 3 เดือน และจะนำเงินมาคืนในอีก 3 เดือนถัดไป กรณีนาย ข . จะต้องซื้อเงินในอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า 3 เดือน (Forward rate 3 เดือน ) ไปพร้อมๆกับการขายเงินจำนวน 100,000 ดอลลาร์ สรอ . ล่วงหน้า 6 เดือน (Forward rate 6 เดือน ) </li></ul></ul>
  • 33. ข้อจำกัดในการซื้อขายเงินตราต่างประเทศที่กำหนดโดยรัฐบาล <ul><li>Licensing เกิดขึ้นเมื่อรัฐบาลต้องการให้มีการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินตราทุกชนิด ได้แก่การกำหนดให้ผู้ที่ได้รับเงินตราต่างประเทศขายเงินให้กับธนาคารกลางของประเทศในอัตราที่กำหนดให้ (Fix Rate) และจะขายเงินตราต่างประเทศให้กับผู้ที่สั่งซื้อสินค้าที่จำเป็นต่อประเทศในอัตราที่กำหนดเช่นกัน </li></ul><ul><li>Multiple Exchanges Rate ได้แก่การที่รัฐบาลกำหนดอัตราการแลกเปลี่ยนเงินที่แตกต่างกันสำหรับกรณีการส่งเงินออกนอกประเทศชนิดต่าง ๆ เช่น การจ่ายชำระหนี้การสั่งซื้อสินค้าที่จำเป็นต่อประเทศ ก็อาจกำหนดอัตราให้ต่ำกว่าสินค้าที่ไม่จำเป็น เป็นต้น </li></ul><ul><li>Import Deposit Requirement ได้แก่การที่รัฐบาลต้องการเงินมัดจำการสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้า ก่อนที่จะให้มีการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศได้ </li></ul><ul><li>Quantify Controls ได้แก่การที่รัฐบาลจำกัดจำนวนเงินของเงินตราต่างประเทศที่สามารถแลกหรือนำไปใช้ได้สำหรับบางกรณี เช่น การจำกัดการแลกเปลี่ยนเงินตรา กรณีการนำเงินไปเที่ยวต่างประเทศ เป็นต้น </li></ul>

Related Documents