<ul><li>ขมิ้นเป็นสมุนไพรที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน มีประโยชน์หลายด้าน ทั้งทางด้านยารักษาโรค ด้านเครื่องสำอาง ด้านอาหารขมิ้นที...
<ul><li>1. เพื่อศึกษาสรรพคุณที่มีมายาวนานของขมิ้น </li></ul><ul><li>2. เพื่อศึกษาการนำขมิ้นมาใช้ประโยชน์ด้านต่างๆทั้งทางด้...
<ul><li>1. สืบค้นหาข้อมูลที่ต้องการจะศึกษา </li></ul><ul><li>2. ได้หัวข้อโครงงานที่จะศึกษา </li></ul><ul><li>3.  การเก็บรว...
<ul><li>ชื่อพื้นเมือง : ขมิ้นม่วง ชื่อสามัญ : Curcuma white ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma mangga Val.&.Zijp. ชื่อวงศ์ :...
<ul><li>ใบ เป็นใบเดี่ยวมีก้านยาวหุ้มต้นแบบเวียนสลับ รูปทรงของใบเป็นใบพายโคนสอบปลายแหลม กว้าง 12-15 ซม . ยาว 30-40 ซม...
<ul><li>ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma zedoaria  (Berg) Roscoe           ชื่อสามัญ : Zedoary, Luya-Luyahan           วงศ...
ส่วนที่ใช้ทำยา <ul><li>ใบ มีรสเฝื่อน ช่วยขับปัสสาวะ แก้ช้ำบวม    เหง้า มีรสเฝื่อน แก้ครั่นเนื้อครั่นตัว สมานลำไส้ แก้อั...
  สรรพคุณ ของ ขมิ้นอ้อย <ul><li>รักษาอาการท้องร่วง ท้องเดิน ( ที่ไม่ใช่บิด หรืออหิวาตกโรค ) โดยใช้หัวขมิ้นอ้อยสด ๆ ประ...
<ul><li>รักษาอาการปวดบวม ฟกช้ำ โดยนำขมิ้นสด ๆ มาตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกบริเวณปวดบวม ฟกช้ำ            แก้หวัด โดยนำหัวขม...
<ul><li>ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฝี หนองที่แผล เชื้ออหิวาตกโรค เชื้อที่ทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ...
การแพ้ยา <ul><li>         คีรีบูน จงวุฒิเวศย์ .(2546). อาการแพ้ที่เกิดจากสมุนไพร สมุนไพรมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับยาทั่วไป ...
<ul><li>อาการที่เกิดจากการแพ้ยาสมุนไพร มีดังนี้ </li></ul><ul><li>1. ผื่นขึ้นตามผิวหนังอาจเป็นตุ่มเล็กๆ ตุ่มโต ๆ เป็นปื้นห...
<ul><li>  ขมิ้นชันมีประโยชน์และสรรพคุณหลายประการ ดังนี้ </li></ul><ul><li>  ขมิ้นชันมีวิตามิน เอ , ซี , อี ที่เข้าสู่ร...
กินขมิ้นชันตามเวลาต่อไปนี้จะได้ผลโดยตรงกับอวัยวะส่วนนั้น <ul><li>เวลา 03.00 - 05.00 น . ช่วยบำรุงปอด ป้องกันการเป็นมะเ...
<ul><li>เวลา 07.00 - 09.00 น . ช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร เกิดจากการกินข้าวไม่เป็นเวลา ท้องอืด จุกแน่น ปวดเข่า ขาต...
<ul><li>  </li></ul><ul><li>ขมิ้น (Turmeric หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa) พืชตระกูลขิงข่าที่ส่วนรากและเหง้าถ...
<ul><li>ขมิ้น และสารประกอบ Curcumin ในขมิ้นรวมๆแล้ว เรียก Curcuminoids มีคุณสมบัติเป็น สารแอนติออกซิแดนท์ ( antioxida...
<ul><li>ในปี 2548 มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับขมิ้นปรากฏในฐานข้อมูล PubMed ของห้องสมุดทางการแพทย์ของสหรัฐ ( NLM National Lib...
<ul><li>งานวิจัยชิ้นแรกที่พบในฐานข้อมูล PubMed เมื่อ 37 ปีที่แล้วเมื่อกลุ่มนักวิจัยชาวอินเดียพบว่าขมิ้นสามารถลดระดับโค...
<ul><li>ความสัมพันธ์ที่พบนี้ทำให้บารัทย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้น ในปี 2532 เขาได้ย้ายไปที่ศูนย์มะเร็ง เอ็ม ดี แอนเดอสัน แห...
<ul><li>ศูนย์มะเร็ง เอ็ม ดี แอนเดอสัน ซึ่งเป็นศูยน์มะเร็งชั้นนำของโลก ได้เริ่มประชาสัมพันธ์เรื่องการใช้ขมิ้นมากกว่าที่คาดค...
สมุนไพรชนิดต่างๆ <ul><li>1. ใบโหระพา ช่วยให้ลำไส้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยรักษาสมดุลของฮอร์โมน </li></ul><ul><li>2. ...
<ul><li>10. ดอกดาวเรือง ช่วยขับเหงื่อ และทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า </li></ul><ul><li>11. ตะไคร้ ลดความเครียดและทำให้ระบบ...
<ul><li>ได้รู้ประโยชน์ของการนำขมิ้นมาใช้เป็นสมุนไพร </li></ul><ul><li>ได้อนุรักษ์ขมิ้นซึ่งเป็นสมุนไพรที่อยู่คู่คนไทยมาช้าน...
<ul><li>1. กำหนดหัวข้อที่จะทำโครงงาน </li></ul><ul><li>2. เขียนโครงสร้างของ รูปแบบการทำโครงงาน </li></ul><ul><li>3. วางแ...
<ul><li>สืบค้นจากแหล่งข้อมูล </li></ul><ul><li> http://www.lef.org/magazine/mag2004/dec2004_report_curcumin_01.htm dated ...
of 27

งานนำเสนอ Nan

Published on: Mar 3, 2016
Source: www.slideshare.net


Transcripts - งานนำเสนอ Nan

  • 2. <ul><li>ขมิ้นเป็นสมุนไพรที่อยู่คู่คนไทยมายาวนาน มีประโยชน์หลายด้าน ทั้งทางด้านยารักษาโรค ด้านเครื่องสำอาง ด้านอาหารขมิ้นที่สำคัญมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด </li></ul><ul><li>1. ขมิ้นอ้อย </li></ul><ul><li>2. ขมิ้นชัน </li></ul><ul><li>3. ขมิ้นขาว </li></ul><ul><li>ขมิ้นแต่ละชนิดมีประโยชน์ที่แตกต่างกันไปแล้วแต่การนำไปใช้ เราจึงได้จัดทำโครงงานนี้ขึ้นมาเพื่อศึกษาประโยชน์ และโทษของขมิ้นและเพื่อให้ทุกคนได้รู้ถึงคุณค่าของขมิ้นไม่มองข้ามสมุนไพรที่อยู่ใกล้ตัวเราและรู้จักนำมาใช้ประโยชน์ให้ถูกต้อง ถูกวิธี </li></ul>
  • 3. <ul><li>1. เพื่อศึกษาสรรพคุณที่มีมายาวนานของขมิ้น </li></ul><ul><li>2. เพื่อศึกษาการนำขมิ้นมาใช้ประโยชน์ด้านต่างๆทั้งทางด้านยา ด้านอาหาร ด้านเครื่องสำอาง </li></ul><ul><li>3. เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาของขมิ้น </li></ul><ul><li>4. เพื่อศึกษาวิธีการที่จะนำขมิ้นแปรรูปเป็นยาสมุนไพร </li></ul><ul><li>5. เพื่อที่จะรู้ถึงโทษของการใช้ขมิ้นเกินปริมาณ </li></ul><ul><li>6. เพื่อเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ </li></ul>
  • 4. <ul><li>1. สืบค้นหาข้อมูลที่ต้องการจะศึกษา </li></ul><ul><li>2. ได้หัวข้อโครงงานที่จะศึกษา </li></ul><ul><li>3.  การเก็บรวบรวมข้อมูล </li></ul><ul><li>4.  การวิเคราะห์ข้อมูล </li></ul><ul><li>5. สรุปงาน </li></ul><ul><li>6. ลงมือปฏิบัติ </li></ul><ul><li>                  </li></ul>
  • 5. <ul><li>ชื่อพื้นเมือง : ขมิ้นม่วง ชื่อสามัญ : Curcuma white ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma mangga Val.&.Zijp. ชื่อวงศ์ : ZINGIBERACEAE รส : รสเผ็ด ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าหรือหัวอยู่ใต้ดิน กลิ่นหอม ลำต้นสูงราว 40-80 ซม . พืชชนิดนี้หน้าแล้งใบจะโทรม พอถึงฤดูฝน เหง้าที่อยู่ใต้ดินจะแตกใบขึ้นมาใหม่อีกครั้ง </li></ul>
  • 6. <ul><li>ใบ เป็นใบเดี่ยวมีก้านยาวหุ้มต้นแบบเวียนสลับ รูปทรงของใบเป็นใบพายโคนสอบปลายแหลม กว้าง 12-15 ซม . ยาว 30-40 ซม . สีเขียว </li></ul><ul><li>ดอก ออกเป็นช่อ มีก้านข้อยาวแทงจากเหง้าใต้ดิน เวลาสีเหลืองอ่อนมีกลีบประดับสีเขียวอมชมพูซ้อนทับแบบเวียนสลับหลายกลีบ </li></ul><ul><li>สรรพคุณทางยา ขมิ้นขาว สรรพคุณ ขับลมในลำไส้ ขมิ้นมีสารชนิดหนึ่งเรียกว่า curcumin ป้องกันมะเร็งได้ น้ำต้มขมิ้นมีฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ใช้รักษาอาการนิ่วในถุงน้ำดี และโรคกระเพาะอาหารได้ ขมิ้นสดยังช่วยขับลม แก้ท้องอืดอีกด้วย ขมิ้นขาวสด เมื่อทาน 100 กรัมให้วิตามินซีถึง 16 มิลลิกรัม ส่วนขมิ้นชันให้วิตามินซี 12 มิลลิกรัม </li></ul><ul><li>ประโยชน์ทางอาหาร เหง้าสด นำมารับประทานเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริก หรือนำไปยำ แกง ส่วนที่ใช้เป็นอาหาร เหง้าสด </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  • 7. <ul><li>ชื่อวิทยาศาสตร์ : Curcuma zedoaria  (Berg) Roscoe           ชื่อสามัญ : Zedoary, Luya-Luyahan           วงศ์ : Zingiberaceae   ลักษณะของ ขมิ้นอ้อย           ต้น : ขมิ้นอ้อย เป็นไม้ล้มลุกสูง 50-70 ซม . ลักษณะคล้ายขมิ้นชัน แต่ต้นสูงกว่า ขนาดเหง้าและใบใหญ่กว่า โดยเหง้าใต้ดินจะโผล่ขึ้นมาเหนือดินเล็กน้อย มีเนื้อในสีเหลืองอมส้ม กลีบดอกสีนวล มีกลิ่นหอม           ใบ : ใบออกเป็นรัศมีติดผิวดิน รูปหอกแกมขอบขนาน กว้าง 8-10 ซม . ยาว 30-40 ซม . ก้านใบยาว 8-15 ซม . ท้องใบจะมีขนนิ่ม ๆ ในหน้าแล้งใบจะแห้งลงหัว บางครั้งเราก็เรียกว่าขมิ้นหัวขึ้น           ดอก : ขมิ้นอ้อยจะออกดอกเป็นช่อ ก้านดอกยาวพุ่งออกจากเหง้าที่อยู่ใต้ดิน ช่อดอกจะมีใบประดับ ดอกมีสีขาว ตรงปลายช่อดอกจะเป็นสีชมพู ส่วนดอกสีเหลืองจะบานจากล่างขึ้นข้างบน และจะบานครั้งละ 2-3 ดอก           </li></ul>
  • 8. ส่วนที่ใช้ทำยา <ul><li>ใบ มีรสเฝื่อน ช่วยขับปัสสาวะ แก้ช้ำบวม    เหง้า มีรสเฝื่อน แก้ครั่นเนื้อครั่นตัว สมานลำไส้ แก้อักเสบ แก้ลม แก้เลือดคั่ง เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก   </li></ul>
  • 9.   สรรพคุณ ของ ขมิ้นอ้อย <ul><li>รักษาอาการท้องร่วง ท้องเดิน ( ที่ไม่ใช่บิด หรืออหิวาตกโรค ) โดยใช้หัวขมิ้นอ้อยสด ๆ ประมาณ 2 แว่น มาบดผสมกับน้ำปูนใส กินแก้ท้องร่วงได้            รักษาแผล โดยนำขมิ้นอ้อยไปหุงในน้ำมันมะพร้าว แล้วนำมาใส่แผล จะช่วยให้แผลหายเร็ว เนื่องจากหัวขมิ้นอ้อยเป็นยาฝาดสมานด้วย            รักษาฝี ถ้าเป็นฝีหัวเดือน ให้นำใบไผ่มาเผ่าไฟให้ไหม้ แล้วนำหัวขมิ้นอ้อยมาตำด้วยกัน แล้วใช้น้ำเป็นกระสายยา และใช้ได้ทั้งกินและทา หรือพอก            แก้ฝีในมดลูก โดยใช้ขมิ้นอ้อย 3 ท่อน บอระเพ็ด 3 ท่อน ลูกขี้กาแดง 1 ลูก ( ผ่าเป็น 4 ซีกแต่ใช้แค่ 3) นำมาต้มรวมกับสุรา กินแก้ฝีในมดลูกได้            รักษาอาการเสี้ยนหนามตำ โดยนำขมิ้นอ้อยมา 5 แว่น ข้าวเหนียวสุก ประมาณ 1 กำมือ ดอกชบา 5 ดอก ใช้ตำพอก จะดูดเสี้ยนและหนองออกจากแผลได้            </li></ul>
  • 10. <ul><li>รักษาอาการปวดบวม ฟกช้ำ โดยนำขมิ้นสด ๆ มาตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกบริเวณปวดบวม ฟกช้ำ            แก้หวัด โดยนำหัวขมิ้นอ้อย พริกหาง อบเชยเทศ มาต้มและเติมน้ำผึ้งลงไปผสม นำมารับประทานแก้หวัดได้              แก้ริดสีดวงทวาร นำขมิ้นอ้อย พริกไทยล่อน เปลือกยางแดง มาผสมกันทำยาผง แล้วนำไปละลายในน้ำยางใส ปั้นทั้งหมดเป็นลูกกลอนขนาดเท่าปลายนิ้วชี้ รับประทานเช้า - เย็น            แก้หัดหลบใน นำต้นต่อไส้ 1 กำมือ ขมิ้นอ้อย 5 แว่นมาต้มรวมกับน้ำปูนใสพอสมควร แล้วใช้ดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชาก่อนอาหารเช้าเย็น            </li></ul>
  • 11. <ul><li>ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฝี หนองที่แผล เชื้ออหิวาตกโรค เชื้อที่ทำให้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ เชื้อที่ทำให้เจ็บคอ เพราะน้ำมันหอมระเหยในขมิ้นอ้อย จะมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ดี            ฆ่าเชื้อรา มีผลวิจัยพบว่า ขมิ้นอ้อย มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราได้ถึง 11 ชนิด และหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อราอีก 4 ชนิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื้อราที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง เช่น กลาก ชันนะตุ เชื้อราที่เล็บ ผิวหนัง ซอกนิ้วเท้า นอกจากนี้ ขมิ้นชัน ยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราได้เหมือนขมิ้นอ้อย            ขับลม น้ำมันหอมระเหยในขมิ้นอ้อย สามารถช่วยขับลมในท้องได้            บำรุงผิว นำขมิ้นอ้อย กระชาก พริกไทย หัวแห้วหมู มาทุบรวมกันแล้วดองด้วยน้ำผึ้ง รับประทานก่อนนอนทุกคืน จะช่วยให้ผิวสวย </li></ul>
  • 12. การแพ้ยา <ul><li>         คีรีบูน จงวุฒิเวศย์ .(2546). อาการแพ้ที่เกิดจากสมุนไพร สมุนไพรมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับยาทั่วไป คือ </li></ul><ul><li>มีทั้งคุณและโทษ บางคนใช้แล้วเกิดอาการแพ้ได้ แต่เกิดขึ้นได้น้อยเพราะสมุนไพรมิใช่สารเคมีชนิดเดียวเช่นยาแผน </li></ul><ul><li>ปัจจุบัน ฤทธิ์จึงไม่รุนแรง ( ยกเว้นพวกพืชพิษบางชนิด ) แต่ถ้าเกิดอาการแพ้ขึ้นควรหยุดยาเสียก่อน ถ้าหยุดแล้วอาการ </li></ul><ul><li>หายไป อาจทดลองใช้ยาอีกครั้งโดยระมัดระวัง ถ้าอาการเช่นเดิมเกิดขึ้นอีกแสดงว่าเป็นพิษของยาสมุนไพรแน่ ควร </li></ul>
  • 13. <ul><li>อาการที่เกิดจากการแพ้ยาสมุนไพร มีดังนี้ </li></ul><ul><li>1. ผื่นขึ้นตามผิวหนังอาจเป็นตุ่มเล็กๆ ตุ่มโต ๆ เป็นปื้นหรือเป็นเม็ดแบนคล้ายลมพิษ อาจบวมที่ตา ( ตาปิด ) หรือริม </li></ul><ul><li>ฝีปาก ( ปากเจ่อ ) หรือมีเพียงดวงสีแดงที่ผิวหนัง </li></ul><ul><li>2. เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ( หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ) ถ้ามีอยู่ก่อนกินยาอาจเป็นเพราะโรค </li></ul><ul><li>3. หูอื้อ ตามัว ชาที่ลิ้น ชาที่ผิวหนัง </li></ul><ul><li>4. ประสาทความรู้สึกทำงานไวเกินปกติ เช่นเพียงแตะผิวหนังก็รู้สึกเจ็บ ลูบผมก็แสบหนังศีรษะ ฯลฯ </li></ul><ul><li>5. ใจสั่น ใจเต้น หรือรู้สึกวูบวาบคล้ายหัวใจจะหยุดเต้น และเป็นบ่อยๆ </li></ul><ul><li>6. ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะเหลืองและเมื่อเขย่าจะเกิดฟองสีเหลือง ( เป็นอาการของดีซ่าน ) อาการนี้แสดงถึง </li></ul><ul><li>อันตรายร้ายแรงต้องรีบไปหาแพทย์ อาการเจ็บป่วยและโรคที่ไม่ควรใช้สมุนไพรหรือซื้อยารับประทานด้วยตนเอง </li></ul>
  • 14. <ul><li>  ขมิ้นชันมีประโยชน์และสรรพคุณหลายประการ ดังนี้ </li></ul><ul><li>  ขมิ้นชันมีวิตามิน เอ , ซี , อี ที่เข้าสู่ร่างกายแล้วจะทำงานพร้อมกันทั้ง 3 ตัว จึงมีผลทำให้ช่วยลดไขมันในตับ สมานแผลภายในกระเพาะอาหาร ช่วยย่อยอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ เปลี่ยนไขมันให้เป็นกล้ามเนื้อ ต้านอนุมูลอิสระป้องกันมะเร็งตับ สร้างภูมิคุ้มกันให้กับผิวหนัง กำจัดเชื้อราที่ปนเปื้อนในอาหารที่รับประทานเข้าไปและสะสมในร่างกายเตรียมก่อตัวเป็นเซลล์มะเร็ง ช่วยขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังการคลอดบุตรได้ดี รองมาจากการกินหัวปลี   </li></ul><ul><li>กินขมิ้นชันให้ตรงเวลา ที่อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายเปิดการทำงานในช่วงเวลานั้น จะได้ผลตรงกับประเด็นที่ต้องการจะบำรุง หรือแก้ไขฟื้นฟูอวัยวะ รับประทานเพียง 1 แคปซูลเท่านั้น จะออกฤทธิ์มากกว่าเวลาอื่นถึง 40 เท่าตัว แต่ถ้ามีปัญหาหลายอย่างก็รับประทานครั้งละ 1 แคปซูล ทุก ๆ 2 ชั่วโมง ถ้ารับประทานขมิ้นจำนวนมาก ส่วนที่เหลือจะทำหน้าที่ขับไขมันในตับ </li></ul>
  • 15. กินขมิ้นชันตามเวลาต่อไปนี้จะได้ผลโดยตรงกับอวัยวะส่วนนั้น <ul><li>เวลา 03.00 - 05.00 น . ช่วยบำรุงปอด ป้องกันการเป็นมะเร็งปอด ช่วยทำให้ปอดแข็งแรง ช่วยเรื่องภูมิแพ้ของจมูกที่หายใจไม่สะดวก และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ผิวหนัง </li></ul><ul><li>  เวลา 05.00 - 07.00 น . ช่วยแก้ปัญหาลำไส้ใหญ่ ถ้าเคยกินยาถ่ายมาเป็นเวลานาน ให้กินขมิ้นชันเวลานี้ ขมิ้นชันจะฟื้นฟูปลายประสาทของลำไส้ใหญ่ แต่ต้องกินเป็นประจำ ถึงจะทำให้ลำไส้ใหญ่บีบรัดตัวเพื่อขับถ่ายอย่างปกติ แก้ปัญหาลำไส้ใหญ่กลืนลำไส้เล็ก หรือลำไส้ใหญ่มีปัญหาถ่ายมากเกินไปหรือถ่ายน้อยเกินไป ถ้าลำไส้ใหญ่ไม่มีปัญหา ให้กินขมิ้นชันพร้อมกับสูตรโยเกิต + นมสด + น้ำผึ้ง + มะนาว หรือน้ำอุ่นก็ได้ จะไปช่วยล้างผนังลำไส้ที่มีหนวดเป็นขนเล็กๆ อยู่เป็นล้านๆ เส้น ซึ่งขนเหล่านี้มีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารเพื่อไปสร้างเม็ดเลือด ขมิ้นชันจะช่วยล้างให้สะอาดได้ ก็จะไม่ค่อยมีขยะตกค้าง จึงไม่เกิดแก๊สพิษที่ทำให้เกิดกลิ่นตัว และจะไม่ค่อยเป็นริดสีดวงทวาร ไม่เป็นมะเร็งลำไส้ </li></ul><ul><li>  </li></ul>
  • 16. <ul><li>เวลา 07.00 - 09.00 น . ช่วยแก้ปัญหาเรื่องกระเพาะอาหาร เกิดจากการกินข้าวไม่เป็นเวลา ท้องอืด จุกแน่น ปวดเข่า ขาตึง ช่วยบำรุงสมอง ป้องกันความจำเสื่อม </li></ul><ul><li>  </li></ul><ul><li>เวลา 09.00 - 11.00 น . ช่วยแก้ปัญหาเรื่องน้ำเหลืองเสีย มีแผลที่ปาก อ้วนเกินไป ผอมเกินไปที่เกี่ยวกับม้าม ลดอาการของโรคเก๊าต์ ลดอาการเบาหวาน </li></ul><ul><li>  </li></ul><ul><li>เวลา 11.00 - 13.00 น . สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคหัวใจ มีหรือไม่มี ถ้ากินขมิ้นชันเวลานี้ จะช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง ถ้าเลยเวลา 11.00 น . ไปแล้ว ขมิ้นชันจะไปทำงานที่ตับ แล้วตับจะส่งมาที่ปิด ปอดจะส่งไปยังผิวหนัง แต่ส่วนมากมาไม่ถึงเพราะกินขมิ้นชันน้อยเกินไป อวัยวะส่วนอื่นจะดึงไปใช้งานก่อนเลยมาไม่ถึงผิวหนัง จึงต้องลงขมิ้นชันทางผิวหนังช่วยอีกทางหนึ่ง </li></ul><ul><li>เวลา 15.00 - 17.00 น . ช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง แก้ปัญหาเรื่องตกขาวของสตรี และควรกินน้ำกระชายเวลานี้ด้วย จะช่วยดูแลหูรูดกระเพาะปัสสาวะให้แข็งแรง ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงือกออกจะดีมาก เพราะร่างกายต้องการขับสารพิษให้ได้มากที่สุดในเวลานี้ </li></ul>
  • 17. <ul><li>  </li></ul><ul><li>ขมิ้น (Turmeric หรือชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma longa) พืชตระกูลขิงข่าที่ส่วนรากและเหง้าถูกนำมาใช้ในการปรุงอาหาร ให้มีสีเหลืองและกลิ่นหอม สมุนไพรชนิดนี้พบทั่วไปในแถบเอเชีย ขมิ้นถูกเรียกว่า &quot; ฮาลดิ &quot; ( Haldi) ในภาษาฮินดี ( ภาษาของชายอินเดียทางตอนเหนือ ) ภาษาจีนเรียกว่า &quot; เจียง ฮวง &quot; ( jiang huang) และภาษาทมิฬเรียก &quot; มอง จัล &quot; ( monjal) โดยมีประวัติสรรพคุณทางยายาวนานกว่า 5,000 ปี เริ่มต้นที่สรรพคุณในการรักษาแผล แก้พิษในเลือกและโรคกระเพาะ ในตำรายาอายุรเวชของอินเดีย ( India's Ayurvedic system of medicine) ชาวฮินดูใช้รักษาอาการ เคล็ด ขัด ยอก และบวม ชาวจีนนำขมิ้นมารักษาอาการปวดท้อง ส่วนคนไทยเรานอกจากจะนำมาสมานแผลแล้วยังใช้ขัดผว พอกหน้าอีกด้วย </li></ul><ul><li>          </li></ul>
  • 18. <ul><li>ขมิ้น และสารประกอบ Curcumin ในขมิ้นรวมๆแล้ว เรียก Curcuminoids มีคุณสมบัติเป็น สารแอนติออกซิแดนท์ ( antioxidant) สารต่อต้อนการอักเสบ ต่อต้านไวรัสและแบคทีเรีย ซึ่งสามารถทำงานท้าทายโรคมะเร็ว โรคเบาหวาน โรคข้ออักเสบ โรคเรื้อรังต่างๆ และที่สำคัญโรคอัลไซเมอร์ ที่ทำให้ขมิ้นโดดเด่นเตะตานักวิจัย </li></ul><ul><li>          อัลไซเมอร์ ( Alzheimer's disease) ถูกตั้งชื่อตามผู้ที่ค้นพบ คือ ดร . อโลอิส อัลไซเมอร์ ( Dr. Alois Alzheimer's) นักวิจัยเวชศาสตร์ชาวเยอรมันผู้ซึ่งค้นพบอาการผิดปกติในสมองผู้ป่วย โดยอัลไซเมอร์จะทำลายสมองของผู้ป่วยไม่ให้ทำงานได้ตามปกติ ผู้ป่วยอาจหลงๆลืมๆ สูญเสียความทรงจำ และอาจทำให้พูดไม่ชัด </li></ul>
  • 19. <ul><li>ในปี 2548 มีผลงานวิจัยเกี่ยวกับขมิ้นปรากฏในฐานข้อมูล PubMed ของห้องสมุดทางการแพทย์ของสหรัฐ ( NLM National Library of Medicine) จำนวนเกือบ 300 ฉบับในปีเดียว เปรียบเทียบกับก่อนหน้านี้ห้าปีซึ่งมีงานวิจัยเพียง 100 ฉบับเท่านั้น เนื่องจากขมิ้นเป็นที่นิยมในวงการศึกษาวิจัย จนนักวิจัยหลายคนตั้งชื่อตัวเองขำขำว่า &quot; นักขมิ้นศาสตร์ &quot; ( Curcuminologists) </li></ul><ul><li>ขมิ้นให้ผลทางบวกกับร่างกายของคนเราและมีระดับความเป็นพิษต่ำ ขมิ้นนอกจากจะไม่เป็นแค่เพียงยารักษาเท่านั้นแต่ยังเป็นสารสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวมังเองอย่างช้าๆ และอาจนำไปสู่การบิดเบื่อนทางพันธุกรรมที่ซับซ้อน ( Multiple Mutations) ได้เช่นกัน งานวิจัยบางชิ้นจากงานวิจัยทุกฉบับ ( 1700 ฉบับ ) ในฐานข้อมูล Pubmed ได้เตือนให้ระวังเรื่องการนำสารขมิ้นไปใช้ในวงกว้าง เนื่องจากขมิ้นทำงานในระดับชีวโมเลกุล และบางทีขมิ้นอาจจะทำให้โรคแย่ยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้ </li></ul>
  • 20. <ul><li>งานวิจัยชิ้นแรกที่พบในฐานข้อมูล PubMed เมื่อ 37 ปีที่แล้วเมื่อกลุ่มนักวิจัยชาวอินเดียพบว่าขมิ้นสามารถลดระดับโคเลสเตอรอลในหนูทดลองได้ อีกก้าวหนึ่งของการศึกษาใน 20 ปีต่อมา ( ปี 2533) เมื่อนายบารัท อักการ์วาล ( Bharat Aggarwal) ศิษย์เก่าจากสถาบันเจเนนเทค ( Genentech) ได้วิจัยเพื่อค้าหาช่องทางในการรักษามะเร็งและงานชิ้นนั้นก็ได้พาเขากลับมาพบกับสารประกอบขมิ้น </li></ul><ul><li>เมื่อปี 2523 บารัทและทีมงานจากเจเนนเทค เป็นกลุ่มแรกที่ได้กลั่นบริสุทธิ๋โมเลกุลสำคัญสองโมเลกุล คือ Tumor Necrosis Factor (TNF) alpha และ TNF beta ซึ่งได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นสารประกอบท่มีศักยภาพต่อต้านมะเร็งโมเลกุลเหล่านี้ที่จริงสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้เมื่อถูกนำไปใช้เฉพาะบริเวณที่เซลล์เป็นโรค แต่เมื่อปล่อยให้กระจายไปกับกระแสเลือดโมเลกุลเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงคุณสมบัติโดยช่วยสนับสนุนก่อใหเกิดเซลล์มะเร็ง โมเลกุล TNF จะไปกระตุ้นการทำงานของโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า Nuclear Factor (NF) Kappa B ซึ่งเราสามารถเปิดการทำงานของกลุ่มยืนส์ที่ทำงานเกี่ยวกับ การอักเสบ ( inflammation) และการเพิ่มจำนวนของเซลล์มะเร็ง ( Cell Proliferation) </li></ul>
  • 21. <ul><li>ความสัมพันธ์ที่พบนี้ทำให้บารัทย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้น ในปี 2532 เขาได้ย้ายไปที่ศูนย์มะเร็ง เอ็ม ดี แอนเดอสัน แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส ( University of Texas M.D. Anderson Cancer Center) และเริ่มต้นศึกษาสารประกอบที่รักษาการอักเสบ เขาตัดสินใจจะทดลอง เอาขมิ้นจากในครัวมาโรยลงบนเซลล์ ปรากฏว่ามันสามารถหยุดการทำงานของ TNF และ NF Kappa B อย่างเหลือเชื่อ </li></ul><ul><li>บารัท ได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาเรื่องที่ขมิ้นสามารถยับยั้งการแตกตัวและการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งหลายชนิดงานชิ้นนี้ทำให้เกิดจุดหักเหในวงการวิจัย จากการทดลองเล็กๆโดยใช้ขมิ้นเป็นองค์ประกอบในการรักษามะเร็งชนิดต่างๆ การทดลองเริ่มต้นที่ความพยายามจะป้องกันมะเร็งลำไส้ และโรคอัลไซเมอร์ และโรคอื่นๆ ในการทดลองกับสัตว์ทดลอง พบว่าขมิ้นสามารถยับยั้งโรคอักเสบต่างๆได้หลายชนิด เช่น ตับอ่อนอักเสบ ( Pancreatitis) โรคข้ออักเสบ ( Arthritis) โรคลำไส้อักเสบ (Inflammatory Bowel disease) อาการลำไส้ใหญ่บวม ( Colitis) โรคกระเพาะอักเสบ (Gastrtitis) อาการแพ้และไข้หวัด </li></ul>
  • 22. <ul><li>ศูนย์มะเร็ง เอ็ม ดี แอนเดอสัน ซึ่งเป็นศูยน์มะเร็งชั้นนำของโลก ได้เริ่มประชาสัมพันธ์เรื่องการใช้ขมิ้นมากกว่าที่คาดคิด ในเว็บไซต์ในหน้า &quot; FAQ&quot; ได้ระบุว่าผู้ป่วยจะได้รับสารขมิ้นวันละ 8 กรัม ( ซึ่งในอาหารอินเดียที่บริโรคกันตามปกติมากกว่านั้นถึง 40 เท่า ) ในบางส่วนถึงกับระบุว่า หลังจาก 8 สัปดาห์ที่สารขมิ้น ผู้ป่วยก็ถูกคาดว่าน่าจะมีการพัฒนาที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อถูกถามถึงผลค้างเคียง บารัทกล่าวว่า ในการทดลองเล็กๆโดยสถาบันอื่นๆ ที่พวกเขาใช้สารขมิ้นกับผู้ป่วยมากถึง 12 กรัม และถ้ามีอาการข้างเคียง จากขนาดที่ศูนย์แนะนำผู้ป่วยก็จะแจ้งให้เขาทราบ นักวิจัย ( ผู้ซึ่งรับประทานขมิ้นอัดทุกวัน ) หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงการทดลองก่อนที่จะได้รับการศึกษาในวงกว้างกับผู้ป่วยและมีการควบคุมตัแปรเป็นอย่างดี ส่วนนายบารัทก็ยังยืนยังกรานว่า &quot; คนเรารับประทานวิตามินเสริมอาหารอื่นๆตั้งหลายอย่าง แต่ถ้าคุณทางขมิ้นแล้วก็ไม่จำเป็นต้องทานอย่างอื่นอีก &quot; </li></ul>
  • 23. สมุนไพรชนิดต่างๆ <ul><li>1. ใบโหระพา ช่วยให้ลำไส้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยรักษาสมดุลของฮอร์โมน </li></ul><ul><li>2. ใบกระเจี๊ยบ ทำให้เลือดสะอาดและไหลเวียนดีขึ้น </li></ul><ul><li>3. ใบกระเพรา ช่วยจัดระเบียบการทำงานของอวัยวะภายใน และปรับสมดุลของร่างกาย </li></ul><ul><li>4. มะกรูด ช่วยจัดการสารที่หลั่งออกมาจากต่อมไขมันใต้ผิวหนังให้สมดุล และมีส่วนช่วยทำให้ผิวหนังเต่งตึง </li></ul><ul><li>5. ขิงสด ช่วยทำให้ร่างกายเย็นลง และทำให้น้ำเหลืองหมุนเวียนดีขึ้น </li></ul><ul><li>6. เปปเปอร์ มินต์ ช่วยในการย่อยอาหาร และรักษาการทำงานของกระเพาะและลำไส้ให้เป็นปกติ </li></ul><ul><li>7. ตะไคร้หอม ทำให้ร่างกายและจิตใจได้ผ่อนคลาย แก้อาการนอนไม่หลับ </li></ul><ul><li>8. ข่า มีสาร anti-oxidation ที่ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น </li></ul><ul><li>9. ใบแครอท อุดมไปด้วยวิตามินเอ ช่วยป้องกันความแก่ได้ </li></ul>
  • 24. <ul><li>10. ดอกดาวเรือง ช่วยขับเหงื่อ และทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า </li></ul><ul><li>11. ตะไคร้ ลดความเครียดและทำให้ระบบหมุนเวียนเลือดดีขึ้น </li></ul><ul><li>12. ขมิ้นอ้อย ช่วยเพิ่มพละกำลังให้กับร่างกาย </li></ul><ul><li>13. ใบมะขาม ช่วยในการทำงานของถุงน้ำดี กระตุ้นในการขจัดสารพิษ </li></ul><ul><li>14. ใบเตย ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต้านไวรัส </li></ul><ul><li>15. ขมิ้น ช่วยในเรื่องระบบประสาท และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับ </li></ul><ul><li>16. ใบมะกรูด ช่วยลดความร้อนในร่างกาย และ รักษาความดันเลือดให้เป็นปกติ </li></ul><ul><li>17. ไพล ช่วยคลายความเครียด ลดความตึงของกล้ามเนื้อ และลดปวดตามข้อต่างๆ </li></ul><ul><li>18. กระชาย ช่วยในเรื่องการทำงานของตับ และลดอาการบวมตามร่างกาย </li></ul>
  • 25. <ul><li>ได้รู้ประโยชน์ของการนำขมิ้นมาใช้เป็นสมุนไพร </li></ul><ul><li>ได้อนุรักษ์ขมิ้นซึ่งเป็นสมุนไพรที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน </li></ul><ul><li>ได้รู้ถึงประโยชน์ของขมิ้นหลายๆด้าน </li></ul><ul><li>ได้รู้ถึงโทษของการใช้สมุนไพรเกินขนาด </li></ul><ul><li>ได้ใช้ทักษะกระบวนการทางความคิดริเริ่ม </li></ul><ul><li>ได้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ </li></ul>
  • 26. <ul><li>1. กำหนดหัวข้อที่จะทำโครงงาน </li></ul><ul><li>2. เขียนโครงสร้างของ รูปแบบการทำโครงงาน </li></ul><ul><li>3. วางแผนในการทำโครงงาน </li></ul><ul><li>4. ลงมือปฏิบัติ </li></ul>
  • 27. <ul><li>สืบค้นจากแหล่งข้อมูล </li></ul><ul><li> http://www.lef.org/magazine/mag2004/dec2004_report_curcumin_01.htm dated June 24,2007 . </li></ul><ul><li>www.YesSpaThailand.com </li></ul>

Related Documents